วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แชร์ประสบการณ์การจดทะเบียนสมรสกับคนญี่ปุ่น

เราเลือกจดทะเบียนสมรสที่ไทยก่อนแล้วค่อยแจ้งญี่ปุ่นทีหลัง
ข้อดี คนไทยเตรียมเอกสารไม่เยอะ สบาย ส่วนคนที่เหนื่อยเตรียมเอกสารจะเป็นคนญี่ปุ่นแทน


สำหรับการแต่งงานกับคนต่างชาติเป็นอะไรที่ยุ่งยากและขั้นตอนเยอะ
เริ่มจาก ต้องไปขอหนังสือปฏิญาณคุณสมบัติในการสมรสกับหนังสือรับรองความเป็นโสดที่สถานทูต
ตามด้วย เอาเอกสารทั้งหมดแปลเป็นภาษาไทยแล้วไปประทับตรารับรองที่กงสุล
จนสุดท้าย เอาเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่สำนักงานเขตเพื่อขอจดทะเบียน


1.ยื่นขอ “หนังสือปฏิญาณคุณสมบัติในการสมรส” และ “หนังสือรับรองความเป็นโสด”

      เตรียมเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดไปยื่นที่สถานทูตญี่ปุ่น
ลิงค์เอกสารที่ต้องใช้ →
  http://www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/amarri.htm
เราให้แฟนเตรียมเอกสารตัวจริงทั้งหมดแล้วก็เขียนใบมอบอำนาจส่งอีเอ็มเอสมาที่บ้าน แล้วเราก็ฝากพี่ชายไปยื่นแทนเพราะติดงาน
เรากับแฟนเขียนใบมอบอำนาจกันคนละแผ่น แฟนเขียนภาษาญี่ปุ่น เราเขียนภาษาไทย ยื่นเอกสารเสร็จก็จะได้ใบนัดรับเอกสารมา
(ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที)


วันถัดมาเราลางานไปรับเอกสารที่สถานทูตกับแฟน เอาใบนัดรับมาจ่ายเงินเสร็จ
    อย่าลืมขอหนังสือรับรองพาสปอร์ตแฟนจากสถานทูตด้วย ตอนแรกเราเข้าใจว่าแปลจากหน้าพาสปอร์ตแฟนได้เลย โชคดีที่ตอนรับเอกสารเจ้าหน้าที่เตือนว่าจดทะเบียนต้องใช้หนังสือรับรองพาสปอร์ตจากสถานทูตเท่านั้นเลยขอเพิ่ม 

ตอนกรอกต้องระวัง ตรงช่องที่ให้เขียนว่าต้องการนำเอกสารไปใช้ที่ไหนเพื่ออะไร ให้เขียนว่าใช้จดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขต อย่าใส่ชื่อสำนักงานเขต เวลาเอาไปใช้จะได้ใช้ได้ทุกที่ ของเรากรอกไปว่าสำนักงานเขตบางรัก พอวันจริงไปจดสำนักงานเขตที่ใกล้บ้าน เกือบจดทะเบียนไม่ได้




2.แปลหนังสือรับรองความเป็นโสด หนังสือปฏิญาณคุณสมบัติในการสมรสและหนังสือรับรองพาสปอร์ต

หนังสือรับรองที่ออกจากสถานทูตจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เราก็แปลเป็นภาษาไทยแล้วก็เอาไปยื่นภายในวันนั้นเลย เราใช้วิธีการหาตัวอย่างหนังสือรับรองที่มีคนแปลจากเว็บมาแปลเป็นไทยคร่าวๆไว้ก่อน พอได้เอกสารตัวจริงก็แค่ปรับเนื้อความบางส่วนให้เข้ากับของตัวเอง ประหยัดเวลาไปได้เยอะ มีที่ต้องแปลทั้งหมดเลย คือ หนังสือรับรองพาสปอร์ตเพราะตอนแรกเข้าใจว่าแปลจากหน้าพาสปอร์ตแฟนได้เลย แต่ตอนรับเอกสารที่สถานทูตบอกว่าต้องใช้หนังสือรับรองพาสปอร์ตจากสถานทูตเท่านั้นเลยขอเพิ่ม

วันที่ไปสถานทูตเราพกโน้ตบุ๊คกับแฟลชไดร์ฟไปด้วยเพราะตั้งใจว่าจะรีบไปเอาหนังสือรับรองตอนเช้าแล้วเอาไปรับรองคำแปลที่กงสุลบ่ายวันนั้นเลย  ขึ้นรถเอ็มอาทีไปต่อรถไฟสถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง)ไปลงสถานีหลักสี่ รถออก12.55 ถึงบ่ายสองกว่า เลทไปครึ่งชั่วโมง นั่งแปลบนรถไฟเสร็จทันเวลาพอดี พอลงรถไฟก็เอาไฟล์เอกสารทั้งหมดเซฟลงแฟลชไดร์ฟไปปริ้นที่ไอทีสแควร์ มีร้านปริ้นอยู่ชั้น 1 ใกล้ๆบันไดเลื่อน แผ่นละ 10 บาท 

นั่งแท๊กซี่ไปกงสุล 70 บาท รีบไปกรอกเอกสารที่ชั้น3 รับบัตรคิว อย่าลืมเตรียมสำเนาบัตรประชาชนกับสำเนาพาสปอร์ตแฟนไปด้วย (สำเนาต้องเป็นขนาด A4 เท่านั้น) แฟนถ่ายพาสปอร์ตไซส์ครึ่งA4 ต้องไปถ่ายใหม่
ลงมาชั้น2 มีร้านรับถ่ายเอกสารกับปริ้นงาน ราคาเท่าที่ไอทีสแควร์ มาปริ้นที่นี่ก็ได้ - -*
ค่ารับรองเอกสาร 1,200 บาท (ต้องประทับตรารับรองเอกสารทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
รอคิวอยู่ประมาณ 1 ชม.ก็เอาเอกสารที่แปลไปยื่น ได้ใบนัดรับให้มาเอาอีก 2 วัน
เราติดงานเลยฝากแฟนมารับเอกสารไปถึง 9 โมง รอคิวเกือบ 2 ชม. ได้ใบที่แปลไว้คืน มีจุดที่ต้องแก้ไขก็ให้แฟนถ่ายรูปส่งมาในLINEแก้เสร็จก็ส่งเมลกลับไป ให้แฟนเอาไปปริ้นที่ร้านถ่ายเอกสารชั้น 2 ในกงสุล เอาไปยื่นใหม่ รอคิวประทับตรา เสร็จบ่าย 2 

สำหรับคนที่แปลเอกสารเอง
💪
วันที่ไปรับเอกสารให้รีบไปแต่เช้าเพราะต้องแก้คำผิดในเอกสารที่แปล เช่น อาจจะมีจุดที่แปลมาแล้วไม่สละสลวย เจ้าหน้าที่จะวงคำนั้นแล้วแก้มาให้ ไม่ต้องตกใจ โดนกันทุกคน แก้เฉพาะตรงที่เขาวงแล้วปริ้นใหม่เอาไปยื่น จะได้เอกสารที่ประทับตราเรียบร้อยคืนในวันนั้นเลย)

ได้เอกสารทั้งหมดมาก็เตรียมไปจดทะเบียนสมรส 😊

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น