วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

กิจกรรมในมหาวิทยาลัย

สำหรับข้อดีของมหาวิทยาลัยโอคายาม่าคือ มีกิจกรรมให้ทำเยอะ เมื่อเทียบกับที่อื่นๆ 
ที่สำคัญ คือ ฟรี!! ช่วงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน กิจกรรมจะเยอะ แต่พอเริ่มเข้าหน้าหนาวจริงๆจัง ช่วงเดือนธันวาคม กิจกรรมหายหมด (ถ้ามีกิจกรรมที่ทำเพิ่มจะมาลงรูปเพิ่มเติม)

1.งานHome coming แนะนำมหาวิทยาลัยให้คนภายนอก
ไปช่วยขายของที่บูท



 ภายในงานมีพิธีชงชาให้เข้าร่วมฟรี หลังจากที่ได้ชิมชาญี่ปุ่นแท้ๆ สิ่งเดียวที่คิด คือ ดีนะที่ไม่ได้เสียเงิน ขมมาก


2.ไปอยู่โฮมสเตย์บ้านคนญี่ปุ่น
ไปแบกศาลเจ้าเล็ก (ช่วงที่ไปเป็นเทศกาลแห่ศาลเจ้าของหมู่บ้านพอดี) เก็บผักในสวนมาทำอาหารกับโฮส ขุดมันม่วงมาทำขนม ตอนกลางคืนไปดูหนังกลางแปลงที่ศาลเจ้า เช้าวันถัดมาเดินขึ้นเขาไปดูวิว





3.งานประเพณีซามูไร จำลองการเดินขบวนของสมัยเอโดะและการยิงปืน


4.ตำโมจิ
 

5.งานมหาวิทยาลัย มีขายอาหาร เครื่องดื่ม คล้ายๆงานโรงเรียน





6.งานวันเวียดนาม เนื่องจากที่โอคายาม่ามีประชากรเวียดนามอย่างล้นหลาม ไปนั่งทำปอเปี๊ยะสด






แนะนำมหาวิทยาลัยโอคายาม่า

มหาวิทยาลัยโอคายาม่า ตั้งอยู่ในจังหวัดโอคายาม่า หลายๆคนได้ยินชื่อแล้วจะงง เอ๊ะ!มีจังหวัดนี้อยู่ในญี่ปุ่นด้วยเหรอ คร่าวๆคือ เลยโอซาก้าลงมา อยู่ติดกับจังหวัดฮิโรชิม่า 
ถ้านั่งชินคันเซนก็สามารถลงสถานีโอคายาม่าเพื่อมาเที่ยวในจังหวัดได้ สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของชาวไทยก็คือคุราชิกิ(ไว้จะแนะนำที่เที่ยวในตอนหลังๆ ตอนนี้กลับมาโฟกัสเรื่องเรียนก่อน) 

มหาวิทยาลัยของไทยที่เป็นคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยโอคายาม่า
-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
-มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
-มหาวิทยาลัยมหิดล 
-มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 
-มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)
(อ้างอิงจากเว็บไซต์มหาวิทยาลัยโอคายาม่า)

เว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจ 
http://ouic.okayama-u.ac.jp/english/interstudents/index.html

พื้นที่ในมหาวิทยาลัยค่อนข้างกว้าง มีต้นไม้ร่มรื่น ตึกทันสมัยกว่าที่จินตนาการไว้เยอะ 


โรงอาหาร มีทั้งหมด 3 โรงด้วยกัน ถ่ายมาแค่ที่เดียว เมนูเหมือนกันทั้ง 3 แห่ง
ในแต่ละเดือนจะมีเมนูใหม่ๆเพื่อไม่ให้จำเจ แต่เอาจริงๆมันก็เดิมๆ 
เมนูราเมนก็อาจจะเปลี่ยนเครื่องเคียงแต่มีรสเดียวคือ จืดๆเค็มๆ



ตึกเรียน

ห้องสมุด
ปกติเปิด8.00-23.00
คนก็ไปอ่านหนังสือกันเยอะ คาดว่าเพื่อประหยัดค่าไฟในห้อง









การเตรียมตัว

ทำความรู้จักกับโปรแกรมการแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยในบทความไปแล้ว ต่อไปเป็นวิธีการเลือกมหาวิทยาลัย

การเลือกมหาวิทยาลัยที่จะไปแลกเปลี่ยน/เรียนต่อ

1.เลือกประเทศ
เลือกประเทศจากภาษาที่เราสนใจ หรือมีความสนใจในประเทศนั้นๆ
ตัวอย่างเช่น เราชอบสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น กินอาหารญี่ปุ่นได้มากกว่าอาหารประเทศอื่น ตอนมัธยมปลายมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นเนื่องจากเรียนสายศิลป์-ญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้เราเลือกประเทศญี่ปุ่น

2.เลือกจังหวัด
เลือกจังหวัดโดยคำนึงถึงความชอบ บุคลิก ลักษณะส่วนบุคคล 3อย่างนี้สำคัญมาก อย่าเลือกตามคนอื่น ตัวอย่างเช่น เป็นคนชอบชอบแสงสี ชอบความคึกคัก ชอบเที่ยว ชอบความจอแจ แน่นอนเลยว่าควรเลือกเมืองหลวง ชอบความสงบ ชีวิตสโลวไลฟ์ ใช้ชีวิตตะต่อนยอน นู่นเลยต่างจังหวัด

3.เลือกโปรแกรมการเรียนที่สนใจ
ในการแลกเปลี่ยนจะมีโปรแกรมหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบเรียนภาษาอย่างเดียว หรือเรียนเนื้อหาที่ตรงกับคณะตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ
ตัวอย่างเช่น ที่ไทยเรียนคณะศึกษาศาสตร์ ก็เลือกเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ที่ญี่ปุ่น เนื้อหาจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ และเราจะได้เรียนร่วมกับคนญี่ปุ่น
สำหรับเราเลือกเรียนภาษาอย่างเดียวก็จะเหมือนไปเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาปกติ มีวิชาไวยากรณ์ การอ่าน การเขียน

4.เลือกเทอมการศึกษาและระยะเวลา
ข้อนี่ก็สำคัญมาก คิดถึงลักษณะ นิสัยของตัวเอง อย่าตามคนอื่น อย่าวาดฝันเยอะ เราต้องยอมรับว่าข้อนี้เราพลาด 55+ เราเลือกตามคนอื่นโดยลืมนึกถึงพื้นเพของตัวเองว่าเป็นคนติดบ้าน ขี้หนาว เราเลือกมา 1 ปี เพราะคิดว่ามาแค่ครึ่งปีไม่ได้อะไรเท่าไหร่หรอก กอปรกับที่มหาวิทยาลัยคนที่ไปแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่จะเลือกไป1ปี แต่จริงๆมันขึ้นอยู่กับความต้องการของเรามากกว่า ว่าสิ่งที่เราอยากได้กลับไปคืออะไร เป้าหมายของเราคือ อยากเห็นการใช้ชีวิตต่างแดนว่ามันต่างจากไทยยังไง อยากเที่ยว อยากเห็นวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น อยากได้ภาษา(เรื่องรอง) สำหรับเราจริงๆครึ่งปีก็ตอบโจทย์เราแล้ว
ข้อแนะนำสำหรับคนไทย 
ควรเลือกมาSpring semester (ถ้าเวลาไม่ชนกับเทอมมหาวิทยาลัยที่ไทย) ถ้ามา2เทอมเริ่มที่เมษาจะช่วยย่นระยะเวลาที่ต้องต่อสู้กับความหนาว ภาพเราเดินท่ามกลางหิมะโปรยมันเป็นแค่ภาพลวงตา อีหนู ตื่นลูก เลขตัวเดียวหรือติดลบ ในความเป็นจริงคือ ปั่นจักรยานปะทะลม รู้สึกเหมือนเอาตัวไปแช่ในตู้เย็นตลอดเวลา อยากวิ่งหาที่กำบังให้เร็วที่สุด บางวันที่ฝนตกยิ่งเพิ่มความรู้สึกเย็นยะเยือก ถ้าแค่2อาทิตย์แรกอาจจะตื่นเต้น หลังจากนั้นจะเริ่มไม่สนุกแล้ว ต้องใส่เสื้อหนาว ห่มผ้าเหมือนดักแด้ตลอดเวลา  ค่าแก๊ส(น้ำอุ่น) ค่าฮีตเตอร์บานตะไท ค่าครีมกันผิวแห้งแตกฯลฯ
สำหรับคนไทยเป็นเรื่องที่อึดอัดมากกับการที่ไม่ได้ออกไปเริงร่าท่ามกลางแสงอาทิตย์

สำหรับคนงบน้อย/ที่บ้านไม่มีเงินส่ง

นอกจาก3ข้อข้างบนแล้วควรทำสิ่งต่อไปนี้

5.วางแผน (สำคัญที่สุด)
คำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้คร่าวๆ ตั้งเป้าหมายและเริ่มเก็บเงิน
เรารู้ตัวว่าอยากมาเรียนที่ญี่ปุ่นตอนอยู่ปี1เทอม2 เนื่องจากเห็นคนไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะ ตอนนั้นเราเลยคำนวณค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้แต่ละเดือนถ้าทำงานพิเศษที่ประเทศนั้นจะได้เงินเท่าไหร่ ต้องมีสำรองตั้งแต่ตอนนี้เท่าไหร่ ควรคิดเผื่อเดือนแรกที่ค่าใช้จ่ายจะเยอะ พวกค่าหนังสือ ซื้อของเข้าห้อง จิปาถะ และคำนวณเผื่อช่วงที่ยังไม่ได้ทำงานพิเศษที่ประเทศนั้น

6.หางานพิเศษทำ
ในกรณีที่ที่บ้านฐานะปานกลาง/พอมีพอใช้ แต่เราไม่ต้องช่วยงานที่บ้าน(งานบ้านก็ต้องช่วยนะ) ควรออกไปหางานพิเศษทำ เราเองมาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใช้เงินของที่บ้านสักบาท เราทำได้ เราเชื่อว่าคนอื่นก็ทำได้ งานพิเศษยอดฮิตของเด็กมหาลัยเลยก็คือสอนพิเศษ วันหนึ่งเราสอนพิเศษ 8 ชั่วโมง วันหยุดช่วงปิดเทอมไปยืนแจกใบปลิวตามงานต่างๆบ้าง ขายของบ้าง รับจ้างคีย์ข้อมูลบ้าง(ไม่ใช่คีย์ข้อมูลตามอินเตอร์เนตนะ) เก็บเงินไปเรื่อยๆจนปี3 เราถึงไปสมัครมาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น
*การหางานพิเศษสามารถหาตามกลุ่มงานพาร์ทไทม์ในเฟซบุ๊ค ควรเลือกงานที่น่าไว้ใจด้วยเพื่อความปลอดภัย ส่วนงานสอนพิเศษสามารถหาได้ตามนายหน้าในเว็บไซต์ ดูเว็บที่น่าเชื่อถือ ระวังโอนเงินฟรี การแปะป้ายประกาศตามบอร์ด หรือเสาก็ทำได้แต่ต้องระวังพวกโรคจิตโทรมา

7.การเลือกมหาวิทยาลัย/หอพัก
ถ้าชอบแสงสีแต่ค่าใช้จ่ายเมืองหลวงสูงอาจจะต้องขยับมาอยู่ปริมณฑล การเลือกมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายอาจจะไม่ถูกเสมอไป ควรเช็คให้ดีก่อน บางที่ค่าหอแพงเท่ากับเมืองหลวง ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ปริ้นรายชื่อมหาวิทยาลัยออกมา เข้าไปดูหน้าเว็บของแต่ละมหาวิทยาลัย ไม่ชอบจังหวัดไหน ขีดทิ้ง เหลือแต่จังหวัดที่ชอบ หรือกลางๆที่คิดว่าเราอยู่ได้ เข้าไปเช็คค่าหอพักที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน

8.ทุนการศึกษา
สำหรับคนที่ไม่ได้ทุนตั้งแต่ก่อนมา(พวกทุนรัฐบาล) ให้เข้าไปดูรายชื่อทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่เราเลือกว่ามีมากน้อยแค่ไหน ข้อจำกัดของทุนคืออะไร เราสมัครได้หรือไม่ เช่น ให้เฉพาะคนตะวันตก คาดการณ์โอกาสที่จะได้ทุน คิดแผนสำรองว่าถ้าไม่ได้ทุนจะทำอย่างไร
*ก่อนมาควรคิดเสมอว่า เราจะไม่ได้ทุน อย่าหวังน้ำบ่อหน้า

สิ่งที่ควรเตรียม
1.ผลสอบภาษาอังกฤษ TOEIC TOELF  IELTS
เช็คว่ามหาวิทยาลัยที่ตัวเองเลือกใช้ผลสอบตัวไหน ถ้าใช้โทอิคได้แนะนำให้ใช้โทอิค เพราะถูกสุดและได้ผลเร็ว(ผลสอบออกวันถัดไป) ถ้ารู้ตัวว่าจะมาแลกเปลี่ยนก็สอบเก็บไว้ คะแนนมีอายุ1ปีครึ่ง
2.รูปถ่าย สำหรับญี่ปุ่นใช้รูปถ่ายหน้าตรง พื้นหลังสีขาว
3.พาสปอร์ต มีอายุมากกว่า6เดือนก่อนวันบินกลับ จะได้ไม่ต้องยุ่งยากเปลี่ยนพาสปอร์ตทีหลัง 

ทำความรู้จักกับการไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศในระดับมหาวิทยาลัย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต่างก็มีคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมากมาย ทำให้การไปเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
การไปแลกเปลี่ยนภายใต้สัญญาระหว่างมหาวิทยาลัยดีอย่างไร
1.ประหยัดค่าใช้จ่าย 
เนื่องจากเราไม่ต้องเสียค่าเทอมให้กับมหาวิทยาลัยที่เราจะไปแลกเปลี่ยน(เป็นข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาสามารถไปศึกษายังมหาวิทยาที่เป็นคู่สัญญาได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย)

2.สะดวก 
มหาวิทยาลัยจัดหาหอพักไว้ให้นักศึกษาแลกเปลี่ยน โดยหอพักของมหาวิทยาลัยมักจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน (ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ครัว) มีความปลอดภัยมากกว่าอาศัยอยู่อพาร์ทเมนท์ (มั้ง)
*ในกรณีที่ดวงไม่ดี อาจจะเจอกรณีที่พักเต็ม ต้องไปหาที่พักข้างนอก สำหรับประเทศญี่ปุ่น ขั้นตอนอาจจะยุ่งยากสักเล็กน้อย แนะนำว่าถ้าเจอกรณีแบบนี้ให้ไปศึกษาข้อมูลจากบทความอื่นเพิ่มเติม 
**สำหรับผู้ต้องการเช่าอพาร์ทเมนท์ในญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีคนค้ำประกันเป็นชาวญี่ปุ่น ในกรณีที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนสามารถปรึกษาหน่วยงานที่ดูแลโปรแกรมแลกเปลี่ยนให้ช่วยค้ำประกันให้ได้(แตกต่างไปตามมหาวิทยาลัย มหาลัยบางแห่งไม่ช่วยเรื่องการค้ำประกัน)

3.สมัครขอทุนการศึกษาง่ายกว่าโรงเรียนสอนภาษา
เนื่องจากแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีองค์กรที่สนับสนุนทุนให้กับนักศึกษาต่างชาติอยู่แล้ว โดยจำนวนทุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย

วิธีการค้นหามหาวิทยาลัยคู่สัญญา 
ค้นหาจากเว็บไซต์ของฝ่ายวิรัชกิจ วิเทศน์สัมพันธ์ ฝ่ายการศึกษาต่างประเทศของมหาวิทยาลัยตนเอง (ชื่อฝ่ายอาจจะแตกต่างไปตามมหาวิทยาลัย)
ตัวอย่างเว็บไซต์
จุฬา http://www.inter.chula.ac.th/
เกษตรศาสตร์ http://iad.intaff.ku.ac.th/wordpress/
ธรรมศาสตร์ http://inter.tu.ac.th/