วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หอพัก


หอพักนักศึกษาต่างชาติในมหาวิทยาลัยโอคายาม่า
1.หอคุวาโนกิ
2.แชร์เฮาส์

สำหรับคนที่ไปแลกเปลี่ยน/เรียนปริญญาโท-เอกที่นั่นจะมีสิทธิพักที่หอมหาวิทยาลัย
ไม่เกิน1ปี สำหรับค่าเรียนโท ปีต่อไปต้องไปเช้าอพาร์ตเมนท์ใกล้ๆมหาลัยแทน


บรรยากาศในหอพักคุวาโนกิ Kuwanoki 
อันนี้ห้องเราเอง N304
เป็นห้องเดี่ยว มีห้องน้ำในตัวมีครัวเล็กๆให้
ค่าหอ 15,000 เยน/เดือน (พ.ศ.2558-2559)
ค่าน้ำ-ไฟประมาณ3,500เยน/เดือน เปิดแอร์/ฮีตเตอร์ทุกวัน
ช่วงหน้าหนาวเปิดฮีตเตอร์ตั้งแต่บ่ายจรดเช้า
ค่าน้ำ-ไฟอพาร์ตเมนท์ข้างนอกแพงกว่านี้มาก


โต๊ะเขียนหนังสือมีโคมไฟตั้งโต๊ะให้หนึ่งอัน


ตู้เย็นพร้อม


ครัวน้อยๆ 



ทางเข้าค่ะ ห้องเล็กๆ อบอุ่น


มีอ่างให้ด้วย สามารถแช่ได้ ค่าน้ำถูกมากกก 
ของเราค่าน้ำไฟประมาณ3,500เยนต่อเดือนค่ะ มีแช่อ่างเดือนละครั้ง

เตียงมีลิ้นชักเก็บของได้ 2 ช่อง


แอร์สามารถปรับเป็นฮีตเตอร์ได้ช่วงหน้าหนาว
ค่าไฟถูก ถ้าหนาวก็เปิดนะ ของเราเปิดฮีตเตอร์ทุกวัน
ควรซื้อผ้ารองที่นอนหน้าหนาวมาปูบนเตียงด้วย ไม่งั้นจะหนาวมากกกก

มีเครื่องซักผ้าประจำชั้น ชั้นละ 3 เครื่อง 200เยน/ครั้งใช้รวมกัน มีเครื่องปั้นแห้ง ปั่นฟรี


แชร์เฮาส์
หอนี้จะอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 คน ชาวต่างชาติ 3 คน ชาวญี่ปุ่น 1 คน
ค่าหอ 23,000 เยน/เดือน
ทุกคนจะมีห้องนอนส่วนตัว แต่จะมีห้องรวมที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางใช้ร่วมกัน

ขอบคุณเครดิตภาพจากน้องป๊อบ 

ทางเดิน
มีเครื่องซักผ้าส่วนตัว

ห้องน้ำ ของหอนี้จะเป็นฝักบัว ไม่มีอ่างอาบน้ำ




บรรยากาศภายในห้องนอน

มีโต๊ะเขียนหนังสือและชั้นวางให้



บริเวณพื้นที่ส่วนกลาง มีครัวใช้ร่วมกัน ค่าน้ำ-ค่าไฟหารกัน


หน้าต่างห้องรวม




วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

ซิมโทรศัพท์มือถือ

สำหรับคนที่มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น 1 ปีขอแนะนำให้ใช้ซิมชื่อ iijmio
สามารถไปซื้อได้ที่Bic Camera

ข้อดี-ข้อเสียซิมiijmio 

1.สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ แต่ไม่สามารถโทรออกได้
2.เมื่อต้องการยกเลิกซิมการ์ด สามารถยกเลิกผ่านหน้าเว็บไซต์ได้เลย
3.สะดวก เพราะตัดเงินผ่านบัตรเครดิต แต่ข้อควรระวังคือ ชื่อบนหน้าบัตรเครดิตต้องเป็นชื่อเดียวกับผู้ใช้ซิมการ์ด ไม่สามารถยืมบัตรเครดิตคนอื่นมาใช้ได้
4.ยุ่งยากตอนปรับตั้งค่าเล็กน้อย สามารถให้เพื่อนช่วยได้ เพราะข้อมูลในเว็บส่วนใหญ่จะมีแต่ภาษาญี่ปุ่น

ซิมนี้เหมาะสำหรับคนที่ไปเรียนระยะสั้น 1 เทอม หรือ 1 ปี เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ในการโทรออกมากนัก สามารถไปโทรจากตู้สาธารณะแทนได้
(1ปีที่อยู่ญี่ปุ่นเราใช้โทรศัพท์ประมาณ 5 ครั้ง ใช้โทรสมัครงานพิเศษและสอบถามข้อมูลรถบัส)


ทางเข้าไปอ่านรายละเอียดหน้าเว็บ --->  https://www.iijmio.jp/hdd/data/spec.jsp  (ภาษาญี่ปุ่นล้วน)

แพลนที่ต้องเลือกคือライトスタートプラン 

เนื่องจากสามารถใช้ทั้งอินเทอร์เนตและไลน์ได้ ทำให้ติดต่อได้สะดวก สามารถใช้ไลน์โทรออกได้ปกติ อินเทอร์เนตเป็นแบบอันลิมิต แต่เมื่อใช้ไปถึง6GBความเร็วจะลดลง


สำหรับตัวミニマムスタートプランตัวนี้จะไม่สามารถใช้ไลน์ได้ อาจจะลำบากเวลาโทรหาหรือติดต่อ

เพื่อน เนื่องจากส่วนใหญ่จะใช้ไลน์ในการติดต่อกัน

ปล.ตอนซื้อต้องจ่ายค่าซิมต่างหากจากค่ารายเดือนด้วย ถ้าจำไม่ผิดจะประมาณ2,000กว่าเยน



การยกเลิกการใช้บริการให้ล็อคอินชื่อ+พาสเวิล์ด ตรงปุ่มที่วงสีแดงไว้ *ควรให้คนญี่ปุ่นช่วยยกเลิกให้เพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ยกเลิกเดือนไหนจะใช้เนตได้ถึงปลายเดือนนั้น 
**ชื่อ+พาสเวิล์ดถ้าจำไม่ผิดจะเป็นการ์ดที่มากับซองของซิมมือถือตั้งแต่ตอนซื้อ




วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การฝากเงิน ถอนเงินสำหรับธนาคารญี่ปุ่น

การฝากเงิน ถอนเงินสำหรับธนาคารญี่ปุ่น

นักเรียนที่มาแลกเปลี่ยนจะมีนักเรียนชาวญี่ปุ่นพาไปเปิดบัญชีธนาคาร โดยทางมหาวิทยาลัยจะส่งแจกกำหนดการให้ในวันปฐมนิเทศ เราก็ไปตามวันและเวลาที่กำหนด เตรียมเอกสาร อาทิ ไซริวการ์ด พาสปอร์ต ไปด้วย
สำหรับมหาวิทยาลัยโอคายาม่าและนักเรียนทุนมงจะเปิดเป็นบัญชีธนาคารไปรษณีย์(ยูโจว)
วิธีการเปิดบัญชีเราก็ทำตามๆเขาไป ประมาณครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ


การฝากเงิน
      1.สอดบัญชีธนาคารหรือบัตรเอทีเอ็มที่ตู้เอทีเอ็ม
2.ใส่เงิน

การถอนเงิน
การถอนเงินที่ญีปุ่น เราสามารถใช้บัตรเอทีเอ็มหรือสมุดบัญชีในการถอนเงินก็ได้
ขั้นตอน
1.สำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจในภาษาญีปุ่นของตัวเอง กดเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ

2.กดปุ่มถอนเงินมุมขวาบน

3.สอดสมุดบัญชี/บัตรเอทีเอ็ม

4.กดรหัสผ่าน4หลักที่ตั้งไว้ตอนทำบัตรเอทีเอ็ม (สามารถกดตัวเลขที่เครื่องหรือที่หน้าจอก็ได้)

5.กดจำนวนเงินที่ต้องการและกดปุ่มYEN

6.ตรวจสอบยอดเงินว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องกดEnter ถ้าไม่ถูกต้อง กดClearและกดตัวเลขใหม่

     7.รับเงินและเก็บสมุดบัญชี/บัตรเอทีเอ็ม

ปล.บัตรเอทีเอ็มของธนาคารญี่ปุ่นสามารถกดเงินสาขาต่างจังหวัดได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
     (ขอขอบคุณเพจBeamsenseiสำหรับข้อมูลเรื่องการใช้เอทีเอ็ม)

   

   รูปภาพทั้งหมดนี้ เราถ่ายเอง ตกแต่งเอง เขียนคำบรรยายเองทุกอย่าง ดังนั้นขอความร่วมมือ ไม่นำข้อมูลไปใช้โดยพลการ หรือเผยแพร่โดยไม่ให้เครดิต - Puinoon

Blog- https://shiroimomo.blogspot.com/







การซื้อของใช้ในญี่ปุ่น

การซื้อของเข้าหอ

   1.ก่อนอื่นเลยที่หอพักอาจจะมีคนที่เคยอาศัยทิ้งของให้ วันแรกๆที่มาถึงควรไปสำรวจว่าอะไรที่ยังใช้ได้บ้าง
(สำหรับมหาวิทยาลัยโอคายาม่า5วันแรกจะมีflea market จะเปิดห้องพัสดุขายของมือสองที่คนทิ้งไว้ชิ้นละ10เยน)
   สิ่งที่ควรซื้อตั้งแต่วันแรก คือ สายแลน เพื่อใช้ต่ออินเตอร์เนต เพราะช่วงแรกเรายังใช้มือถือไม่ได้ อย่างน้อยเราควรมีอินเทอร์เนตไว้ติดต่อคนอื่น 
2.ถ้ารู้จักพี่คนไทยที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ลองสอบถามว่ามีใครทิ้งอะไรไว้ให้บ้างไหม เช่น กระทะ จักรยานก็จะช่วยประหยัดไปได้เยอะ
3.ร้านร้อยเยน มีสารพัดสิ่ง จานชาม ทัพพี ฟองน้ำ แต่พวกหม้อ กระทะไม่ควรซื้อนะ อาจจะละลายได้ 
4.ซุปเปอร์มาร์เก็ต ของใช้ อาหารสดจะถูกกว่าร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่นค่อนข้างมาก
5.สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หม้อหุงข้าว แนะนำไปให้ซื้อที่ร้านมือสองค่ะ เพราะของมือสองที่นี่สภาพค่อนข้างดี แต่ถ้าไปดูแล้วสภาพไม่ไหว สนิทเกาะ ก็ซื้อในแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าดีกว่าค่ะ เรื่องสุขภาพสำคัญที่สุด



สิงที่ควรนำมา/ไม่ควรนำมาก่อนมาเรียนต่อที่ญีปุ่น

สิงที่ควรเตรียมก่อนมาเรียนต่อที่ญีปุ่น

1.โน๊ตบุ๊ค ควรซื้อโน๊ตบุ๊คจากไทยจะดีกว่า จะทำให้สะดวกเวลาคุยกับที่บ้านและใช้ที่ไทยได้ ส่วนเรื่องตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นใช้วิธีกดปุ่มเปลี่ยนภาษาจะดีกว่า ข้อควรระวัง ควรซื้อโน๊ตบุ๊คมาทดลองใช้ก่อนมาเรียนต่ออย่างน้อย1เดือน เผื่อกรณีที่เครื่องมีปัญหาจะได้มีเวลส่งเข้าศูนย์ (เราและเพื่อนเจอปัญหาเครื่องรวนตั้งแต่ช่วงอาทิตย์แรกที่ซื้อ)

2.สำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยน1ปี แนะนำให้ซื้อสมาร์ทโฟนจากไทยดีกว่า เพราะการซื้อมือถือที่ญีปุ่นจะติดสัญญา(เป็นแพคเก็จรายเดือนที่ต้องใช้ให้ครบ...ปี) ในกรณีที่มาแลกเปลี่ยนเราจะอยู่ญี่ปุ่นแค่10เดือน การยกเลิกต้องเสียค่าสัญญาค่อนข้างแพง ส่วนใหญ่การการติดต่อเพื่อนจะติดต่อผ่านไลน์มากกว่า แนะนำให้มาซื้อซิมรายเดือนอินเทอร์เน็ตที่ญี่ปุ่นใส่มือถือจะดีกว่า 
3.หนังสือภาษาญี่ปุ่นพวกไวยากรณ์เอาไว้อ่านเล่นๆ เนื่องจากที่ห้องสมุดหนังสือแปลเป็นอังกฤษล้วน บางทีอ่านหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทยจะทำให้เข้าใจเซนส์ของภาษาได้ง่ายกว่า
4.เงินสำรอง ในกรณีคนที่ได้รับทุนก็ควรเตรียมเงินเผื่อใช้ชีวิตในเดือนแรกที่เงินทุนยังไม่เข้าด้วย ส่วนคนที่คิดจะมาหางานพิเศษทำควรมีเงินสำรองสำหรับช่วงที่ยังไม่มีงานพิเศษ เดือนแรกควรเตรียมมาประมาณหนึ่งแสนเยน เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ต้องซื้อของเข้าหอ จ่ายค่าหอ ค่าหนังสือ จิปาถะ
5.ของฝากเล็กๆสัก10ชิ้นไว้แจกครูหรือเพื่อน เช่น ยาดม ขนมยี่ห้อเบนโตะ
6.บัตรเครดิต การเปิดใช้แพคเกจอินเตอร์เนตรายเดือนที่ญีปุ่่นจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตในการตัดค่ามือถือรายเดือน โดยชื่อเจ้าของบัตรเครดิตต้องตรงกับชื่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ต(เราเปิดเดือนตุลาคม2558 อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้ในอนาคต) สำหรับคนที่มีคนในครอบครัวใช้บัตรเครดิตอยุ่แล้ว แนะนำให้เปิดบัตรเครดิตเป็นบัตรเสริม จะอนุมัติง่ายกว่าบัตรหลัก และใช้เอกสารน้อยกว่า สำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิต ทางแก้คือใช้โปรมือถือแบบธรรมดาค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าแต่สามารถใช้โทรออกได้ด้วย
7.พริกป่น ข้าวคั่ว ฯลฯ เครื่องปรุงไทยแบบที่ต้องมาปรุงเองไม่ใช่สำเร็จรูป


สิ่งที่ไม่แนะนำให้พกมา/พกมาได้แต่พกมาน้อยๆจะดีกว่า
1.พจนานุกรม หนัก และไม่ค่อยได้ใช้ เนื่องจากเราสามารถใช้พจนานุกรมผ่านสมาร์ทโฟนได้ สะดวกกว่า
2.ผงปรุงรสสำเร็จรูป บรรดาโลโบ้ รสดี ที่พอกินได้ก็มี ที่ต้องทิ้งก็มาก มาหาวัตถุดิบแถวนี้ประยุกต์เองจะดีกว่า เอามาราวๆสิบซองก็พอแล้ว (ไว้จะรีวิวในโอกาสหน้า)
3.ยา พกมาพอประมาณ สำหรับมหาวิทยาลัยโอคายาม่ามีสถานพยาบาลในมหาวิทยาลัย นักเรียนแลกเปลี่ยนสามารถไปใช้บริการได้ฟรี ดังนั้นใครมาแลกเปลี่ยนที่นี่ไม่ต้องพกยามาเยอะมากก็ได้ แต่สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยที่ค่อนข้างอธิบายยาก ควรพกยามาเอง เพราะหมอญี่ปุ่นพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ อีกอย่างอาการบางอย่างจะอธิบายเป็นภาษาอังกฤษก็อาจจะสื่อสารไม่เข้าใจกันทั้งคนป่วยทั้งหมอ ตัวอย่างเช่น ปวดท้อง ปวดแบบจี๊ดๆ ปวดแบบตื้อๆ จะพูดอังกฤษยังไงดี ผมก็จนปัญญา กลับไปกินยาที่ห้องดีกว่า
4.ชุดไทย ไม่ต้องแบกมา ไมมีวันให้ใส่ สำหรับบางมหาวิทยาลัยกรณีที่มีงานแสดงก็มักจะมีชุดไทยไว้ให้แล้ว ดังนั้นไม่ต้องไปหาซื้อนะคะ หนักและเปลือง

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

กิจกรรมในมหาวิทยาลัย

สำหรับข้อดีของมหาวิทยาลัยโอคายาม่าคือ มีกิจกรรมให้ทำเยอะ เมื่อเทียบกับที่อื่นๆ 
ที่สำคัญ คือ ฟรี!! ช่วงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน กิจกรรมจะเยอะ แต่พอเริ่มเข้าหน้าหนาวจริงๆจัง ช่วงเดือนธันวาคม กิจกรรมหายหมด (ถ้ามีกิจกรรมที่ทำเพิ่มจะมาลงรูปเพิ่มเติม)

1.งานHome coming แนะนำมหาวิทยาลัยให้คนภายนอก
ไปช่วยขายของที่บูท



 ภายในงานมีพิธีชงชาให้เข้าร่วมฟรี หลังจากที่ได้ชิมชาญี่ปุ่นแท้ๆ สิ่งเดียวที่คิด คือ ดีนะที่ไม่ได้เสียเงิน ขมมาก


2.ไปอยู่โฮมสเตย์บ้านคนญี่ปุ่น
ไปแบกศาลเจ้าเล็ก (ช่วงที่ไปเป็นเทศกาลแห่ศาลเจ้าของหมู่บ้านพอดี) เก็บผักในสวนมาทำอาหารกับโฮส ขุดมันม่วงมาทำขนม ตอนกลางคืนไปดูหนังกลางแปลงที่ศาลเจ้า เช้าวันถัดมาเดินขึ้นเขาไปดูวิว





3.งานประเพณีซามูไร จำลองการเดินขบวนของสมัยเอโดะและการยิงปืน


4.ตำโมจิ
 

5.งานมหาวิทยาลัย มีขายอาหาร เครื่องดื่ม คล้ายๆงานโรงเรียน





6.งานวันเวียดนาม เนื่องจากที่โอคายาม่ามีประชากรเวียดนามอย่างล้นหลาม ไปนั่งทำปอเปี๊ยะสด






แนะนำมหาวิทยาลัยโอคายาม่า

มหาวิทยาลัยโอคายาม่า ตั้งอยู่ในจังหวัดโอคายาม่า หลายๆคนได้ยินชื่อแล้วจะงง เอ๊ะ!มีจังหวัดนี้อยู่ในญี่ปุ่นด้วยเหรอ คร่าวๆคือ เลยโอซาก้าลงมา อยู่ติดกับจังหวัดฮิโรชิม่า 
ถ้านั่งชินคันเซนก็สามารถลงสถานีโอคายาม่าเพื่อมาเที่ยวในจังหวัดได้ สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของชาวไทยก็คือคุราชิกิ(ไว้จะแนะนำที่เที่ยวในตอนหลังๆ ตอนนี้กลับมาโฟกัสเรื่องเรียนก่อน) 

มหาวิทยาลัยของไทยที่เป็นคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยโอคายาม่า
-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
-มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
-มหาวิทยาลัยมหิดล 
-มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 
-มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)
(อ้างอิงจากเว็บไซต์มหาวิทยาลัยโอคายาม่า)

เว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจ 
http://ouic.okayama-u.ac.jp/english/interstudents/index.html

พื้นที่ในมหาวิทยาลัยค่อนข้างกว้าง มีต้นไม้ร่มรื่น ตึกทันสมัยกว่าที่จินตนาการไว้เยอะ 


โรงอาหาร มีทั้งหมด 3 โรงด้วยกัน ถ่ายมาแค่ที่เดียว เมนูเหมือนกันทั้ง 3 แห่ง
ในแต่ละเดือนจะมีเมนูใหม่ๆเพื่อไม่ให้จำเจ แต่เอาจริงๆมันก็เดิมๆ 
เมนูราเมนก็อาจจะเปลี่ยนเครื่องเคียงแต่มีรสเดียวคือ จืดๆเค็มๆ



ตึกเรียน

ห้องสมุด
ปกติเปิด8.00-23.00
คนก็ไปอ่านหนังสือกันเยอะ คาดว่าเพื่อประหยัดค่าไฟในห้อง









การเตรียมตัว

ทำความรู้จักกับโปรแกรมการแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยในบทความไปแล้ว ต่อไปเป็นวิธีการเลือกมหาวิทยาลัย

การเลือกมหาวิทยาลัยที่จะไปแลกเปลี่ยน/เรียนต่อ

1.เลือกประเทศ
เลือกประเทศจากภาษาที่เราสนใจ หรือมีความสนใจในประเทศนั้นๆ
ตัวอย่างเช่น เราชอบสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น กินอาหารญี่ปุ่นได้มากกว่าอาหารประเทศอื่น ตอนมัธยมปลายมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นเนื่องจากเรียนสายศิลป์-ญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้เราเลือกประเทศญี่ปุ่น

2.เลือกจังหวัด
เลือกจังหวัดโดยคำนึงถึงความชอบ บุคลิก ลักษณะส่วนบุคคล 3อย่างนี้สำคัญมาก อย่าเลือกตามคนอื่น ตัวอย่างเช่น เป็นคนชอบชอบแสงสี ชอบความคึกคัก ชอบเที่ยว ชอบความจอแจ แน่นอนเลยว่าควรเลือกเมืองหลวง ชอบความสงบ ชีวิตสโลวไลฟ์ ใช้ชีวิตตะต่อนยอน นู่นเลยต่างจังหวัด

3.เลือกโปรแกรมการเรียนที่สนใจ
ในการแลกเปลี่ยนจะมีโปรแกรมหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบเรียนภาษาอย่างเดียว หรือเรียนเนื้อหาที่ตรงกับคณะตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ
ตัวอย่างเช่น ที่ไทยเรียนคณะศึกษาศาสตร์ ก็เลือกเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ที่ญี่ปุ่น เนื้อหาจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ และเราจะได้เรียนร่วมกับคนญี่ปุ่น
สำหรับเราเลือกเรียนภาษาอย่างเดียวก็จะเหมือนไปเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาปกติ มีวิชาไวยากรณ์ การอ่าน การเขียน

4.เลือกเทอมการศึกษาและระยะเวลา
ข้อนี่ก็สำคัญมาก คิดถึงลักษณะ นิสัยของตัวเอง อย่าตามคนอื่น อย่าวาดฝันเยอะ เราต้องยอมรับว่าข้อนี้เราพลาด 55+ เราเลือกตามคนอื่นโดยลืมนึกถึงพื้นเพของตัวเองว่าเป็นคนติดบ้าน ขี้หนาว เราเลือกมา 1 ปี เพราะคิดว่ามาแค่ครึ่งปีไม่ได้อะไรเท่าไหร่หรอก กอปรกับที่มหาวิทยาลัยคนที่ไปแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่จะเลือกไป1ปี แต่จริงๆมันขึ้นอยู่กับความต้องการของเรามากกว่า ว่าสิ่งที่เราอยากได้กลับไปคืออะไร เป้าหมายของเราคือ อยากเห็นการใช้ชีวิตต่างแดนว่ามันต่างจากไทยยังไง อยากเที่ยว อยากเห็นวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น อยากได้ภาษา(เรื่องรอง) สำหรับเราจริงๆครึ่งปีก็ตอบโจทย์เราแล้ว
ข้อแนะนำสำหรับคนไทย 
ควรเลือกมาSpring semester (ถ้าเวลาไม่ชนกับเทอมมหาวิทยาลัยที่ไทย) ถ้ามา2เทอมเริ่มที่เมษาจะช่วยย่นระยะเวลาที่ต้องต่อสู้กับความหนาว ภาพเราเดินท่ามกลางหิมะโปรยมันเป็นแค่ภาพลวงตา อีหนู ตื่นลูก เลขตัวเดียวหรือติดลบ ในความเป็นจริงคือ ปั่นจักรยานปะทะลม รู้สึกเหมือนเอาตัวไปแช่ในตู้เย็นตลอดเวลา อยากวิ่งหาที่กำบังให้เร็วที่สุด บางวันที่ฝนตกยิ่งเพิ่มความรู้สึกเย็นยะเยือก ถ้าแค่2อาทิตย์แรกอาจจะตื่นเต้น หลังจากนั้นจะเริ่มไม่สนุกแล้ว ต้องใส่เสื้อหนาว ห่มผ้าเหมือนดักแด้ตลอดเวลา  ค่าแก๊ส(น้ำอุ่น) ค่าฮีตเตอร์บานตะไท ค่าครีมกันผิวแห้งแตกฯลฯ
สำหรับคนไทยเป็นเรื่องที่อึดอัดมากกับการที่ไม่ได้ออกไปเริงร่าท่ามกลางแสงอาทิตย์

สำหรับคนงบน้อย/ที่บ้านไม่มีเงินส่ง

นอกจาก3ข้อข้างบนแล้วควรทำสิ่งต่อไปนี้

5.วางแผน (สำคัญที่สุด)
คำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้คร่าวๆ ตั้งเป้าหมายและเริ่มเก็บเงิน
เรารู้ตัวว่าอยากมาเรียนที่ญี่ปุ่นตอนอยู่ปี1เทอม2 เนื่องจากเห็นคนไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะ ตอนนั้นเราเลยคำนวณค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้แต่ละเดือนถ้าทำงานพิเศษที่ประเทศนั้นจะได้เงินเท่าไหร่ ต้องมีสำรองตั้งแต่ตอนนี้เท่าไหร่ ควรคิดเผื่อเดือนแรกที่ค่าใช้จ่ายจะเยอะ พวกค่าหนังสือ ซื้อของเข้าห้อง จิปาถะ และคำนวณเผื่อช่วงที่ยังไม่ได้ทำงานพิเศษที่ประเทศนั้น

6.หางานพิเศษทำ
ในกรณีที่ที่บ้านฐานะปานกลาง/พอมีพอใช้ แต่เราไม่ต้องช่วยงานที่บ้าน(งานบ้านก็ต้องช่วยนะ) ควรออกไปหางานพิเศษทำ เราเองมาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใช้เงินของที่บ้านสักบาท เราทำได้ เราเชื่อว่าคนอื่นก็ทำได้ งานพิเศษยอดฮิตของเด็กมหาลัยเลยก็คือสอนพิเศษ วันหนึ่งเราสอนพิเศษ 8 ชั่วโมง วันหยุดช่วงปิดเทอมไปยืนแจกใบปลิวตามงานต่างๆบ้าง ขายของบ้าง รับจ้างคีย์ข้อมูลบ้าง(ไม่ใช่คีย์ข้อมูลตามอินเตอร์เนตนะ) เก็บเงินไปเรื่อยๆจนปี3 เราถึงไปสมัครมาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น
*การหางานพิเศษสามารถหาตามกลุ่มงานพาร์ทไทม์ในเฟซบุ๊ค ควรเลือกงานที่น่าไว้ใจด้วยเพื่อความปลอดภัย ส่วนงานสอนพิเศษสามารถหาได้ตามนายหน้าในเว็บไซต์ ดูเว็บที่น่าเชื่อถือ ระวังโอนเงินฟรี การแปะป้ายประกาศตามบอร์ด หรือเสาก็ทำได้แต่ต้องระวังพวกโรคจิตโทรมา

7.การเลือกมหาวิทยาลัย/หอพัก
ถ้าชอบแสงสีแต่ค่าใช้จ่ายเมืองหลวงสูงอาจจะต้องขยับมาอยู่ปริมณฑล การเลือกมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายอาจจะไม่ถูกเสมอไป ควรเช็คให้ดีก่อน บางที่ค่าหอแพงเท่ากับเมืองหลวง ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ปริ้นรายชื่อมหาวิทยาลัยออกมา เข้าไปดูหน้าเว็บของแต่ละมหาวิทยาลัย ไม่ชอบจังหวัดไหน ขีดทิ้ง เหลือแต่จังหวัดที่ชอบ หรือกลางๆที่คิดว่าเราอยู่ได้ เข้าไปเช็คค่าหอพักที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน

8.ทุนการศึกษา
สำหรับคนที่ไม่ได้ทุนตั้งแต่ก่อนมา(พวกทุนรัฐบาล) ให้เข้าไปดูรายชื่อทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่เราเลือกว่ามีมากน้อยแค่ไหน ข้อจำกัดของทุนคืออะไร เราสมัครได้หรือไม่ เช่น ให้เฉพาะคนตะวันตก คาดการณ์โอกาสที่จะได้ทุน คิดแผนสำรองว่าถ้าไม่ได้ทุนจะทำอย่างไร
*ก่อนมาควรคิดเสมอว่า เราจะไม่ได้ทุน อย่าหวังน้ำบ่อหน้า

สิ่งที่ควรเตรียม
1.ผลสอบภาษาอังกฤษ TOEIC TOELF  IELTS
เช็คว่ามหาวิทยาลัยที่ตัวเองเลือกใช้ผลสอบตัวไหน ถ้าใช้โทอิคได้แนะนำให้ใช้โทอิค เพราะถูกสุดและได้ผลเร็ว(ผลสอบออกวันถัดไป) ถ้ารู้ตัวว่าจะมาแลกเปลี่ยนก็สอบเก็บไว้ คะแนนมีอายุ1ปีครึ่ง
2.รูปถ่าย สำหรับญี่ปุ่นใช้รูปถ่ายหน้าตรง พื้นหลังสีขาว
3.พาสปอร์ต มีอายุมากกว่า6เดือนก่อนวันบินกลับ จะได้ไม่ต้องยุ่งยากเปลี่ยนพาสปอร์ตทีหลัง 

ทำความรู้จักกับการไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศในระดับมหาวิทยาลัย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต่างก็มีคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมากมาย ทำให้การไปเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
การไปแลกเปลี่ยนภายใต้สัญญาระหว่างมหาวิทยาลัยดีอย่างไร
1.ประหยัดค่าใช้จ่าย 
เนื่องจากเราไม่ต้องเสียค่าเทอมให้กับมหาวิทยาลัยที่เราจะไปแลกเปลี่ยน(เป็นข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาสามารถไปศึกษายังมหาวิทยาที่เป็นคู่สัญญาได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย)

2.สะดวก 
มหาวิทยาลัยจัดหาหอพักไว้ให้นักศึกษาแลกเปลี่ยน โดยหอพักของมหาวิทยาลัยมักจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน (ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ครัว) มีความปลอดภัยมากกว่าอาศัยอยู่อพาร์ทเมนท์ (มั้ง)
*ในกรณีที่ดวงไม่ดี อาจจะเจอกรณีที่พักเต็ม ต้องไปหาที่พักข้างนอก สำหรับประเทศญี่ปุ่น ขั้นตอนอาจจะยุ่งยากสักเล็กน้อย แนะนำว่าถ้าเจอกรณีแบบนี้ให้ไปศึกษาข้อมูลจากบทความอื่นเพิ่มเติม 
**สำหรับผู้ต้องการเช่าอพาร์ทเมนท์ในญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีคนค้ำประกันเป็นชาวญี่ปุ่น ในกรณีที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนสามารถปรึกษาหน่วยงานที่ดูแลโปรแกรมแลกเปลี่ยนให้ช่วยค้ำประกันให้ได้(แตกต่างไปตามมหาวิทยาลัย มหาลัยบางแห่งไม่ช่วยเรื่องการค้ำประกัน)

3.สมัครขอทุนการศึกษาง่ายกว่าโรงเรียนสอนภาษา
เนื่องจากแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีองค์กรที่สนับสนุนทุนให้กับนักศึกษาต่างชาติอยู่แล้ว โดยจำนวนทุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย

วิธีการค้นหามหาวิทยาลัยคู่สัญญา 
ค้นหาจากเว็บไซต์ของฝ่ายวิรัชกิจ วิเทศน์สัมพันธ์ ฝ่ายการศึกษาต่างประเทศของมหาวิทยาลัยตนเอง (ชื่อฝ่ายอาจจะแตกต่างไปตามมหาวิทยาลัย)
ตัวอย่างเว็บไซต์
จุฬา http://www.inter.chula.ac.th/
เกษตรศาสตร์ http://iad.intaff.ku.ac.th/wordpress/
ธรรมศาสตร์ http://inter.tu.ac.th/