การเลือกมหาวิทยาลัยที่จะไปแลกเปลี่ยน/เรียนต่อ
เลือกประเทศจากภาษาที่เราสนใจ หรือมีความสนใจในประเทศนั้นๆ
ตัวอย่างเช่น เราชอบสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น กินอาหารญี่ปุ่นได้มากกว่าอาหารประเทศอื่น ตอนมัธยมปลายมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นเนื่องจากเรียนสายศิลป์-ญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้เราเลือกประเทศญี่ปุ่น
2.เลือกจังหวัด
เลือกจังหวัดโดยคำนึงถึงความชอบ บุคลิก ลักษณะส่วนบุคคล 3อย่างนี้สำคัญมาก อย่าเลือกตามคนอื่น ตัวอย่างเช่น เป็นคนชอบชอบแสงสี ชอบความคึกคัก ชอบเที่ยว ชอบความจอแจ แน่นอนเลยว่าควรเลือกเมืองหลวง ชอบความสงบ ชีวิตสโลวไลฟ์ ใช้ชีวิตตะต่อนยอน นู่นเลยต่างจังหวัด
3.เลือกโปรแกรมการเรียนที่สนใจ
ในการแลกเปลี่ยนจะมีโปรแกรมหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบเรียนภาษาอย่างเดียว หรือเรียนเนื้อหาที่ตรงกับคณะตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ
ตัวอย่างเช่น ที่ไทยเรียนคณะศึกษาศาสตร์ ก็เลือกเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ที่ญี่ปุ่น เนื้อหาจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ และเราจะได้เรียนร่วมกับคนญี่ปุ่น
สำหรับเราเลือกเรียนภาษาอย่างเดียวก็จะเหมือนไปเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาปกติ มีวิชาไวยากรณ์ การอ่าน การเขียน
4.เลือกเทอมการศึกษาและระยะเวลา
ข้อนี่ก็สำคัญมาก คิดถึงลักษณะ นิสัยของตัวเอง อย่าตามคนอื่น อย่าวาดฝันเยอะ เราต้องยอมรับว่าข้อนี้เราพลาด 55+ เราเลือกตามคนอื่นโดยลืมนึกถึงพื้นเพของตัวเองว่าเป็นคนติดบ้าน ขี้หนาว เราเลือกมา 1 ปี เพราะคิดว่ามาแค่ครึ่งปีไม่ได้อะไรเท่าไหร่หรอก กอปรกับที่มหาวิทยาลัยคนที่ไปแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่จะเลือกไป1ปี แต่จริงๆมันขึ้นอยู่กับความต้องการของเรามากกว่า ว่าสิ่งที่เราอยากได้กลับไปคืออะไร เป้าหมายของเราคือ อยากเห็นการใช้ชีวิตต่างแดนว่ามันต่างจากไทยยังไง อยากเที่ยว อยากเห็นวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น อยากได้ภาษา(เรื่องรอง) สำหรับเราจริงๆครึ่งปีก็ตอบโจทย์เราแล้ว
ข้อแนะนำสำหรับคนไทย
ควรเลือกมาSpring semester (ถ้าเวลาไม่ชนกับเทอมมหาวิทยาลัยที่ไทย) ถ้ามา2เทอมเริ่มที่เมษาจะช่วยย่นระยะเวลาที่ต้องต่อสู้กับความหนาว ภาพเราเดินท่ามกลางหิมะโปรยมันเป็นแค่ภาพลวงตา อีหนู ตื่นลูก เลขตัวเดียวหรือติดลบ ในความเป็นจริงคือ ปั่นจักรยานปะทะลม รู้สึกเหมือนเอาตัวไปแช่ในตู้เย็นตลอดเวลา อยากวิ่งหาที่กำบังให้เร็วที่สุด บางวันที่ฝนตกยิ่งเพิ่มความรู้สึกเย็นยะเยือก ถ้าแค่2อาทิตย์แรกอาจจะตื่นเต้น หลังจากนั้นจะเริ่มไม่สนุกแล้ว ต้องใส่เสื้อหนาว ห่มผ้าเหมือนดักแด้ตลอดเวลา ค่าแก๊ส(น้ำอุ่น) ค่าฮีตเตอร์บานตะไท ค่าครีมกันผิวแห้งแตกฯลฯ
สำหรับคนไทยเป็นเรื่องที่อึดอัดมากกับการที่ไม่ได้ออกไปเริงร่าท่ามกลางแสงอาทิตย์
สำหรับคนงบน้อย/ที่บ้านไม่มีเงินส่ง
นอกจาก3ข้อข้างบนแล้วควรทำสิ่งต่อไปนี้
5.วางแผน (สำคัญที่สุด)
คำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้คร่าวๆ ตั้งเป้าหมายและเริ่มเก็บเงิน
เรารู้ตัวว่าอยากมาเรียนที่ญี่ปุ่นตอนอยู่ปี1เทอม2 เนื่องจากเห็นคนไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะ ตอนนั้นเราเลยคำนวณค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้แต่ละเดือนถ้าทำงานพิเศษที่ประเทศนั้นจะได้เงินเท่าไหร่ ต้องมีสำรองตั้งแต่ตอนนี้เท่าไหร่ ควรคิดเผื่อเดือนแรกที่ค่าใช้จ่ายจะเยอะ พวกค่าหนังสือ ซื้อของเข้าห้อง จิปาถะ และคำนวณเผื่อช่วงที่ยังไม่ได้ทำงานพิเศษที่ประเทศนั้น
6.หางานพิเศษทำ
ในกรณีที่ที่บ้านฐานะปานกลาง/พอมีพอใช้ แต่เราไม่ต้องช่วยงานที่บ้าน(งานบ้านก็ต้องช่วยนะ) ควรออกไปหางานพิเศษทำ เราเองมาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใช้เงินของที่บ้านสักบาท เราทำได้ เราเชื่อว่าคนอื่นก็ทำได้ งานพิเศษยอดฮิตของเด็กมหาลัยเลยก็คือสอนพิเศษ วันหนึ่งเราสอนพิเศษ 8 ชั่วโมง วันหยุดช่วงปิดเทอมไปยืนแจกใบปลิวตามงานต่างๆบ้าง ขายของบ้าง รับจ้างคีย์ข้อมูลบ้าง(ไม่ใช่คีย์ข้อมูลตามอินเตอร์เนตนะ) เก็บเงินไปเรื่อยๆจนปี3 เราถึงไปสมัครมาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น
*การหางานพิเศษสามารถหาตามกลุ่มงานพาร์ทไทม์ในเฟซบุ๊ค ควรเลือกงานที่น่าไว้ใจด้วยเพื่อความปลอดภัย ส่วนงานสอนพิเศษสามารถหาได้ตามนายหน้าในเว็บไซต์ ดูเว็บที่น่าเชื่อถือ ระวังโอนเงินฟรี การแปะป้ายประกาศตามบอร์ด หรือเสาก็ทำได้แต่ต้องระวังพวกโรคจิตโทรมา
7.การเลือกมหาวิทยาลัย/หอพัก
ถ้าชอบแสงสีแต่ค่าใช้จ่ายเมืองหลวงสูงอาจจะต้องขยับมาอยู่ปริมณฑล การเลือกมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายอาจจะไม่ถูกเสมอไป ควรเช็คให้ดีก่อน บางที่ค่าหอแพงเท่ากับเมืองหลวง ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ปริ้นรายชื่อมหาวิทยาลัยออกมา เข้าไปดูหน้าเว็บของแต่ละมหาวิทยาลัย ไม่ชอบจังหวัดไหน ขีดทิ้ง เหลือแต่จังหวัดที่ชอบ หรือกลางๆที่คิดว่าเราอยู่ได้ เข้าไปเช็คค่าหอพักที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน
8.ทุนการศึกษา
สำหรับคนที่ไม่ได้ทุนตั้งแต่ก่อนมา(พวกทุนรัฐบาล) ให้เข้าไปดูรายชื่อทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่เราเลือกว่ามีมากน้อยแค่ไหน ข้อจำกัดของทุนคืออะไร เราสมัครได้หรือไม่ เช่น ให้เฉพาะคนตะวันตก คาดการณ์โอกาสที่จะได้ทุน คิดแผนสำรองว่าถ้าไม่ได้ทุนจะทำอย่างไร
*ก่อนมาควรคิดเสมอว่า เราจะไม่ได้ทุน อย่าหวังน้ำบ่อหน้า
สิ่งที่ควรเตรียม
1.ผลสอบภาษาอังกฤษ TOEIC TOELF IELTS
เช็คว่ามหาวิทยาลัยที่ตัวเองเลือกใช้ผลสอบตัวไหน ถ้าใช้โทอิคได้แนะนำให้ใช้โทอิค เพราะถูกสุดและได้ผลเร็ว(ผลสอบออกวันถัดไป) ถ้ารู้ตัวว่าจะมาแลกเปลี่ยนก็สอบเก็บไว้ คะแนนมีอายุ1ปีครึ่ง
2.รูปถ่าย สำหรับญี่ปุ่นใช้รูปถ่ายหน้าตรง พื้นหลังสีขาว
3.พาสปอร์ต มีอายุมากกว่า6เดือนก่อนวันบินกลับ จะได้ไม่ต้องยุ่งยากเปลี่ยนพาสปอร์ตทีหลัง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น